7 วิธีช่วยลูกมีสมาธิ จดจ่อได้นานขึ้น
Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

7 วิธีช่วยลูกมีสมาธิ จดจ่อได้นานขึ้น

เรื่องราวดีๆจาก Promom สำหรับคุณแม่และลูกน้อย

7 วิธีช่วยลูกมีสมาธิ จดจ่อได้นานขึ้น

ลูกไม่มีสมาธิ แปลว่าเป็นสมาธิสั้นไหม?

ลูกนั่งทำการบ้านได้ไม่นาน วอกแวกง่าย เปลี่ยนกิจกรรมบ่อย หรือไม่ยอมอยู่นิ่ง อาจทำให้พ่อแม่สงสัยว่า “ลูกเป็นสมาธิสั้นหรือเปล่า?” โดยเฉพาะเมื่อเห็นลูกทำกิจกรรมบางอย่างได้ไม่นานเท่าเพื่อน

แต่พฤติกรรมไม่มีสมาธิไม่ได้หมายความว่าลูกเป็นโรคสมาธิสั้นเสมอไป เพราะอาจเกิดจากการนอนไม่พอ ความเครียด การใช้หน้าจอมากเกินไป ความยากของกิจกรรม หรือการที่กิจกรรมนั้นไม่เหมาะกับวัยและความสนใจของลูก

โรคสมาธิสั้นควรได้รับการประเมินโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ โดยจะดูพฤติกรรมหลายด้านที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ในมากกว่าหนึ่งสถานที่ เช่น บ้านและโรงเรียน และต้องพิจารณาว่าพฤติกรรมส่งผลต่อการเรียนหรือการใช้ชีวิตหรือไม่

ก่อนรีบสรุปว่าลูกเป็นสมาธิสั้น ลองเริ่มจาก 7 วิธีต่อไปนี้ เพื่อช่วยสร้างพื้นฐานให้ลูกมีสมาธิและพร้อมเรียนรู้มากขึ้นครับ

1. แบ่งกิจกรรมให้สั้นและชัดเจน

เด็กอาจยังจดจ่อกับกิจกรรมได้นานไม่เท่าผู้ใหญ่ หากให้ทำงานยาว ๆ ต่อเนื่อง อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยและเลิกสนใจได้ง่าย

ลองแบ่งกิจกรรมออกเป็นช่วงสั้น ๆ เช่น

  • อ่านหนังสือครั้งละไม่กี่หน้า
  • ทำการบ้านทีละข้อหรือทีละส่วน
  • ให้เก็บของเล่นทีละประเภท
  • ทำกิจกรรม 10-15 นาที แล้วพักสั้น ๆ
  • ใช้คำสั่งทีละขั้นตอนแทนการสั่งหลายอย่างพร้อมกัน

พ่อแม่ควรปรับระยะเวลาให้เหมาะกับอายุและความสามารถของลูก เมื่อเห็นว่าลูกเริ่มทำได้นานขึ้นจึงค่อยเพิ่มเวลาอย่างค่อยเป็นค่อยไป

2. จัดพื้นที่ให้ลดสิ่งรบกวน

สภาพแวดล้อมมีผลต่อการจดจ่อของเด็ก หากบริเวณทำการบ้านมีโทรทัศน์ เสียงโทรศัพท์ ของเล่น หรือคนเดินผ่านตลอดเวลา ลูกอาจวอกแวกได้ง่าย

ลองจัดมุมเล็ก ๆ สำหรับเรียนหรือทำกิจกรรม โดยมีเฉพาะของที่จำเป็นในขณะนั้น เก็บของเล่นและอุปกรณ์อื่นไว้ด้านข้าง พร้อมปิดโทรทัศน์และลดเสียงรบกวนรอบตัว

สำหรับเด็กบางคน การนั่งใกล้พ่อแม่อาจช่วยให้รู้สึกมั่นใจขึ้น แต่ไม่ควรนั่งกดดันหรือคอยเตือนทุกนาที เพราะอาจทำให้ลูกเครียดและไม่อยากทำกิจกรรม

3. สร้าง Routine ให้ลูกคาดเดาได้

เด็กที่มีตารางชีวิตค่อนข้างสม่ำเสมอจะรู้ว่าต้องทำอะไรต่อไป จึงปรับตัวและเปลี่ยนกิจกรรมได้ง่ายขึ้น

พ่อแม่อาจทำตารางกิจวัตรแบบรูปภาพหรือใช้คำสั้น ๆ เช่น

  1. ตื่นนอนและแต่งตัว
  2. รับประทานอาหารเช้า
  3. ไปโรงเรียน
  4. พักและเล่น
  5. ทำการบ้าน
  6. อาบน้ำ
  7. อ่านนิทานและเข้านอน

ไม่จำเป็นต้องทำตารางละเอียดทุกนาที เพียงกำหนดลำดับกิจกรรมหลักให้ลูกเห็นภาพ และพยายามทำเวลาใกล้เคียงกันในแต่ละวัน

4. ให้ลูกได้ขยับร่างกาย

การให้ลูกนั่งนิ่งทั้งวันไม่ได้ช่วยให้มีสมาธิเสมอไป เด็กควรมีโอกาสวิ่งเล่น กระโดด ปั่นจักรยาน เต้น เล่นสนามเด็กเล่น หรือทำกิจกรรมที่ได้ใช้ร่างกายตามวัย

การเคลื่อนไหวช่วยให้ลูกได้ใช้พลังงานและผ่อนคลาย ก่อนกลับมาทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ พ่อแม่อาจให้ลูกพักขยับร่างกายระหว่างทำการบ้าน เช่น ลุกเดิน ดื่มน้ำ หรือยืดเส้นสั้น ๆ

หากลูกไม่ชอบกีฬา อาจเริ่มจากกิจกรรมที่สนุก เช่น เต้นตามเพลง เดินเล่นกับครอบครัว เล่นโยนบอล หรือช่วยงานบ้านง่าย ๆ

5. ให้ลูกนอนหลับเพียงพอ

การนอนไม่พออาจทำให้ลูกง่วง หงุดหงิด อยู่ไม่นิ่ง หรือจดจ่อกับกิจกรรมได้ยากขึ้น เด็กบางคนไม่ได้แสดงอาการง่วงอย่างชัดเจน แต่กลับดูซนและควบคุมตัวเองได้ยากกว่าเดิม

พ่อแม่ช่วยดูแลการนอนของลูกได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

  • กำหนดเวลาเข้านอนและตื่นนอนให้ใกล้เคียงกัน
  • ลดการใช้หน้าจอก่อนนอน
  • จัดห้องให้มืด เงียบ และอุณหภูมิสบาย
  • ทำกิจวัตรก่อนนอนซ้ำ ๆ เช่น อาบน้ำ อ่านนิทาน และปิดไฟ
  • หลีกเลี่ยงการเล่นที่ตื่นเต้นมากก่อนเข้านอน

หากลูกกรนดัง หายใจเสียงดัง ตื่นบ่อย หรือหลับไม่สนิทเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ เพราะคุณภาพการนอนอาจส่งผลต่อสมาธิและพฤติกรรมระหว่างวัน

6. ใช้คำชมแทนการตำหนิ

เด็กจะพัฒนาสมาธิได้ดีขึ้นเมื่อรู้ว่าความพยายามของตัวเองได้รับการมองเห็น พ่อแม่อาจชมแบบเจาะจงแทนการชมกว้าง ๆ เช่น

  • “แม่เห็นว่าหนูตั้งใจต่อบล็อกจนเสร็จเลย”
  • “วันนี้หนูนั่งอ่านหนังสือได้นานขึ้นนะ”
  • “หนูหยุดเล่นแล้วกลับมาทำการบ้านต่อได้ เก่งมาก”
  • “แม้ข้อนี้ยาก แต่หนูยังพยายามทำต่อ”

ควรหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบกับพี่น้องหรือเพื่อน เช่น “ทำไมคนอื่นทำได้ แต่หนูทำไม่ได้” เพราะอาจทำให้ลูกเสียความมั่นใจและยิ่งไม่อยากทำกิจกรรม

7. ดูแลโภชนาการและสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับสมอง

สมองของเด็กต้องใช้พลังงานและสารอาหารหลายชนิดในการทำงาน การจัดอาหารให้หลากหลายจึงเป็นพื้นฐานสำคัญ ควรมีโปรตีนจากไข่ ปลา เนื้อสัตว์ เต้าหู้ หรือถั่ว รวมถึงผัก ผลไม้ และน้ำเปล่า

DHA

DHA เป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและดวงตา แหล่งอาหารที่พบได้ เช่น ปลาทะเลและอาหารทะเลบางชนิด หากลูกไม่ค่อยรับประทานปลา พ่อแม่ควรดูว่ามีอาหารชนิดอื่นช่วยทดแทนได้หรือไม่

ธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กเกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดเลือดแดงและการนำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกาย เด็กที่รับประทานอาหารจำกัดอาจได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ จึงควรจัดอาหารให้มีแหล่งธาตุเหล็กอย่างเหมาะสม และไม่ควรซื้อธาตุเหล็กเสริมให้ลูกเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

โพรไบโอติกส์

โพรไบโอติกส์เป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิตบางสายพันธุ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้และสุขภาพโดยรวม โพรไบโอติกส์แต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติแตกต่างกัน จึงควรพิจารณาสายพันธุ์และช่วงวัยที่เหมาะสม

สัญญาณแบบไหนควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?

พ่อแม่ควรปรึกษากุมารแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ หากลูกมีพฤติกรรมต่อไปนี้อย่างต่อเนื่อง

  • ไม่สามารถจดจ่อกับกิจกรรมตามวัยได้
  • อยู่ไม่นิ่งหรือเคลื่อนไหวตลอดเวลา
  • เปลี่ยนกิจกรรมบ่อยและทำงานไม่เสร็จ
  • ลืมของหรือทำตามคำสั่งได้ยาก
  • พูดแทรก รอคอยไม่เป็น หรือหุนหันพลันแล่น
  • พฤติกรรมเกิดขึ้นทั้งที่บ้านและโรงเรียน
  • ส่งผลต่อการเรียน ความสัมพันธ์ หรือกิจวัตร
  • ลูกมีความเครียด เสียความมั่นใจ หรือไม่อยากไปโรงเรียน

การวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นต้องอาศัยการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรดูจากอาการเพียงข้อเดียวหรือเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น

ช่วยลูกมีสมาธิ เริ่มจากความเข้าใจไม่ใช่การเร่งให้ลูกอยู่นิ่ง

การช่วยให้ลูกมีสมาธิไม่ได้หมายถึงการบังคับให้นั่งนิ่งเป็นเวลานาน แต่คือการปรับกิจกรรมและสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับวัย พร้อมดูแลการนอน การเคลื่อนไหว อาหาร และความรู้สึกของลูกไปพร้อมกัน

หากลูกมีพฤติกรรมไม่มีสมาธิอย่างต่อเนื่อง ควรพาไปประเมินเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ส่วนบ้านที่ลูกเลือกรับประทานอาหารหรือได้รับสารอาหารบางกลุ่มไม่เพียงพอ อาจพิจารณา DHA Probio 9 และ DHA Probio 9+ เป็นตัวช่วยเสริมตามคำแนะนำบนฉลาก ควบคู่กับการฝึกทักษะและการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญครับ

คำถามที่พบบ่อย

ลูกไม่มีสมาธิ แปลว่าเป็นโรคสมาธิสั้นไหม?

ไม่เสมอไปครับ ลูกอาจไม่มีสมาธิจากการนอนไม่พอ ความเครียด การใช้หน้าจอมากเกินไป หรือกิจกรรมไม่เหมาะกับวัย การวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญและดูพฤติกรรมหลายด้านร่วมกัน

ฝึกลูกให้มีสมาธิเริ่มจากอะไร?

เริ่มจากกิจกรรมสั้น ๆ ที่ลูกสนใจ ลดสิ่งรบกวน ให้ลูกได้ขยับร่างกาย สร้าง Routine ที่สม่ำเสมอ และใช้คำชมเมื่อเห็นความพยายาม

DHA ช่วยให้ลูกหายสมาธิสั้นไหม?

DHA เป็นสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับสมอง แต่ไม่ใช่ยารักษาโรคสมาธิสั้น และไม่สามารถรับประกันว่าลูกจะหายจากโรคได้ หากสงสัยว่าลูกมีภาวะสมาธิสั้น ควรปรึกษาแพทย์

ลูกอยู่ไม่นิ่ง ควรลดหน้าจอไหม?

ควรจัดเวลาการใช้หน้าจอให้เหมาะกับวัย และไม่ให้หน้าจอรบกวนเวลานอน การเรียน การกิน และการเล่นกับคนรอบข้าง เพราะกิจวัตรที่สมดุลช่วยสนับสนุนการพัฒนาสมาธิและการควบคุมตนเองครับ

เรื่องราวดีๆจาก Promom

เจ้าของบทความ

Promom Content Team

หรือติดตามได้ที่เพจ Promom Thailand

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจาก Promom

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเด็ก คิดค้นวิตามินเสริมภูมิคุ้มกันเด็กและพัฒนาจากองค์ความรู้ ของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและนักโภชนาการเด็ก

Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

Nutri Plus 41&42 เพิ่มน้ำนมแม่

สำหรับคุณแม่หลังคลอด จัดส่งฟรี

Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

Multi-IMMU 24+ (เด็กโต) ลดภูมิแพ้

สำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป จัดส่งฟรี

Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

Multi-IMMU 24 (เด็กเล็ก) ลดภูมิแพ้

สำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป จัดส่งฟรี

Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

DHA Probio 9+ (เด็กโต) พัฒนาสมอง

สำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป จัดส่งฟรี

Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

DHA Probio 9 (เด็กเล็ก) พัฒนาสมอง

สำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป จัดส่งฟรี

Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

Cal-D-KII 6+ เพิ่มความสูง

สำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป จัดส่งฟรี

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเด็ก คิดค้นวิตามินเสริมภูมิคุ้มกันเด็กและพัฒนาจากองค์ความรู้ ของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและนักโภชนาการเด็ก

แหล่งข้อมูล

... สั่งซื้อได้ตลอด 24 ชม.
ติดต่อโปรมัม
...
...
...

โทรศัพท์: 02 114 8788

อีเมลล์: [email protected]

...
...
Professional Mom (Thailand) Co., Ltd. เลขที่ 117 ซอยศูนย์การค้าสาย 4 ถนนสุขุมวิท ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง 21000.