ลูก 6 ขวบขึ้นไป ยังต้องกินแคลเซียมเสริมไหม? เช็กลิสต์สิ่งสำคัญก่อนเลือกให้ลูก
เรื่องราวดีๆจาก Promom สำหรับคุณแม่และลูกน้อย
เมื่อลูกเข้าสู่วัย 6 ขวบ หลายบ้านเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องความสูงมากขึ้น เพราะเป็นช่วงที่ลูกเริ่มเรียนจริงจัง มีกิจกรรมมากขึ้น และเห็นความแตกต่างของรูปร่างเมื่อเทียบกับเพื่อนวัยเดียวกัน บางบ้านจึงเริ่มสงสัยว่า เด็ก 6 ขวบยังต้องเสริมแคลเซียมไหม หรือแค่ดื่มนมทุกวันก็เพียงพอแล้ว
คำตอบคือ เด็กทุกคนยังต้องการแคลเซียมอย่างต่อเนื่องในวัยเรียน เพราะร่างกายยังอยู่ในช่วงสร้างและสะสมมวลกระดูก แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนต้องใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเสมอไป สิ่งสำคัญคือดูว่าลูกได้รับแคลเซียม วิตามินดี โปรตีน และสารอาหารอื่นจากอาหารในแต่ละวันเพียงพอหรือไม่
Promom อยากชวนพ่อแม่เช็กเรื่องนี้อย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้การดูแลลูกเป็นเรื่องพอดี ไม่มากเกินจำเป็น และไม่ปล่อยให้ช่องว่างด้านโภชนาการสะสมโดยไม่รู้ตัว
ทำไมเด็กวัย 6 ขวบยังต้องได้แคลเซียม?
วัย 6 ขวบเป็นช่วงที่เด็กยังเติบโตต่อเนื่อง กระดูกมีการสร้างและปรับตัวตลอดเวลา รวมถึงเป็นวัยที่หลายคนเริ่มมีฟันแท้ทยอยขึ้นมาแทนฟันน้ำนม เด็กจึงไม่ได้ต้องการเพียงพลังงานสำหรับเรียนและเล่นเท่านั้น แต่ยังต้องมีสารอาหารที่ช่วยสนับสนุนการสร้างกระดูกและฟันด้วย
แคลเซียมเป็นหนึ่งในแร่ธาตุสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างกระดูกและฟัน รวมถึงการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท เด็กอายุ 4-8 ปีควรได้รับแคลเซียมรวมประมาณ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน และเมื่ออายุ 9-18 ปี ความต้องการจะเพิ่มเป็นประมาณ 1,300 มิลลิกรัมต่อวัน โดยนับรวมจากอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งหมดที่ได้รับในแต่ละวัน
จึงไม่ใช่แค่เด็กเล็กเท่านั้นที่ต้องใส่ใจแคลเซียม เด็กวัยเรียนก็ยังต้องได้รับอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ปริมาณที่เหมาะสมและแหล่งอาหารที่ได้รับอาจแตกต่างกันไปตามพฤติกรรมการกินของแต่ละคน
ก่อนคิดเรื่องเสริมแคลเซียม ลองเช็กอาหารของลูกก่อน
คำถามว่า “ลูกต้องเสริมแคลเซียมไหม” ไม่ควรตอบจากอายุเพียงอย่างเดียว เพราะเด็กวัย 6 ขวบแต่ละคนกินอาหารไม่เหมือนกัน เด็กบางคนดื่มนมและกินผลิตภัณฑ์จากนมได้ดี มีแหล่งโปรตีนในมื้ออาหาร และกินอาหารหลากหลาย ขณะที่บางคนเลือกกินมาก ไม่ชอบนม หรือมีข้อจำกัดจากการแพ้อาหาร
พ่อแม่สามารถเริ่มเช็กภาพรวมของลูกได้จากคำถามง่าย ๆ เช่น
- ในแต่ละวัน ลูกมีนม โยเกิร์ต ชีส หรืออาหารที่มีแคลเซียมอยู่บ้างหรือไม่
- ลูกได้รับโปรตีนจากไข่ ปลา ไก่ เนื้อสัตว์ เต้าหู้ หรือถั่วในมื้อหลักหรือเปล่า
- ลูกกินอาหารได้หลากหลาย หรือกินเมนูเดิมซ้ำ ๆ เป็นส่วนใหญ่
- ลูกดื่มนมได้น้อยเพราะไม่ชอบรสชาติ แพ้นม หรืออิ่มจากเครื่องดื่มหวาน
- ลูกกินวิตามินรวม นมเสริมสารอาหาร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตัวอื่นอยู่แล้วหรือไม่
แหล่งแคลเซียมในชีวิตประจำวันไม่ได้มีแค่นมวัว พ่อแม่สามารถสลับเป็นโยเกิร์ต ชีส ปลาเล็กปลาน้อยที่รับประทานได้ทั้งกระดูก เต้าหู้ งา หรืออาหารที่เสริมแคลเซียมตามความเหมาะสม เด็กที่ดื่มนมน้อยจึงไม่ได้แปลว่าต้องขาดแคลเซียมทันที หากอาหารส่วนอื่นยังช่วยเติมได้เพียงพอ
วิตามินดีสำคัญไม่แพ้แคลเซียม
แคลเซียมจะถูกนำไปใช้ได้ดีเมื่อร่างกายสามารถดูดซึมได้อย่างเหมาะสม วิตามินดีจึงเป็นอีกสารอาหารที่พ่อแม่ควรดูควบคู่กัน เพราะช่วยสนับสนุนการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารและมีส่วนต่อสุขภาพกระดูก
เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไปควรได้รับวิตามินดีประมาณ 600 IU หรือ 15 ไมโครกรัมต่อวัน โดยได้รับจากอาหารที่มีวิตามินดี อาหารหรือเครื่องดื่มที่เสริมวิตามินดี การใช้ชีวิตที่ได้รับแสงแดดอย่างเหมาะสม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในกรณีจำเป็น
อาหารที่มีวิตามินดีตามธรรมชาติพบไม่มากนัก เช่น ปลาที่มีไขมันสูง ไข่แดง และตับปลา ในหลายครอบครัว เด็กอาจได้รับวิตามินดีจากนมหรืออาหารที่เสริมวิตามินดีร่วมด้วย จึงควรอ่านฉลากผลิตภัณฑ์ที่ลูกบริโภคเป็นประจำ เพื่อดูว่าได้รับวิตามินดีอยู่แล้วเท่าไร
การดูแลแคลเซียมจึงไม่ควรมองแค่ “ลูกดื่มนมหรือไม่” แต่ควรดูว่าได้รับวิตามินดีและสารอาหารจากภาพรวมของอาหารเพียงพอหรือเปล่าด้วย
เด็กกลุ่มไหนอาจต้องประเมินเรื่องการเสริมมากขึ้น?
เด็กที่กินอาหารหลากหลายและได้รับแหล่งแคลเซียมกับวิตามินดีอย่างเพียงพอ อาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกคน แต่บางกลุ่มอาจควรได้รับการประเมินเรื่องโภชนาการมากขึ้น เช่น
- เด็กที่เลือกกินมากจนแทบไม่กินอาหารกลุ่มนม โปรตีน หรือผัก
- เด็กที่ดื่มนมน้อยและไม่มีแหล่งแคลเซียมจากอาหารอื่น
- เด็กที่แพ้นมวัวหรือหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนม
- เด็กที่มีข้อจำกัดด้านอาหารจากโรคประจำตัว
- เด็กที่มีปัญหาการกิน กินได้น้อย หรือน้ำหนักเพิ่มช้า
- เด็กที่อยู่ระหว่างรับการรักษาโรคเรื้อรังหรือใช้ยาต่อเนื่อง
- เด็กที่แพทย์แนะนำให้ติดตามสุขภาพกระดูกหรือวิตามินดีเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม เด็กที่ดื่มนมน้อยหรือเลือกกินไม่ได้แปลว่าต้องเริ่มอาหารเสริมทันที เพราะอาจปรับจากอาหารก่อน เช่น เพิ่มโยเกิร์ต เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย หรือเลือกอาหารที่เสริมแคลเซียมตามที่ลูกกินได้
หากลูกมีโรคไต ภาวะดูดซึมผิดปกติ เคยมีระดับแคลเซียมในเลือดผิดปกติ ใช้ยาอยู่ต่อเนื่อง หรือมีส่วนสูงกับน้ำหนักเพิ่มช้าลงอย่างชัดเจน ควรปรึกษากุมารแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อให้ได้ปริมาณที่เหมาะกับสุขภาพของลูก
เข้าใจผิดไหม ถ้าคิดว่าเสริมแคลเซียมแล้วจะสูงทันที?
การเสริมแคลเซียมไม่ได้ทำให้เด็กสูงขึ้นทันที และไม่สามารถทำให้ลูกสูงเกินศักยภาพทางพันธุกรรมได้ แคลเซียมมีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างกระดูก แต่ความสูงของเด็กยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านร่วมกัน เช่น พันธุกรรม พลังงานและโปรตีนจากอาหาร วิตามินดี สุขภาพทั่วไป การนอน การออกกำลังกาย และจังหวะการเติบโตของเด็กแต่ละคน
เด็กวัยเรียนจึงควรได้รับโภชนาการครบถ้วน นอนพักผ่อนเพียงพอ และมีโอกาสขยับร่างกายทุกวัน มากกว่าการคาดหวังผลจากอาหารเสริมเพียงชนิดเดียว
หากกังวลว่าลูกตัวเล็กหรือสูงช้ากว่าเพื่อน ควรเริ่มจากบันทึกส่วนสูงและน้ำหนักต่อเนื่องลงบนกราฟการเจริญเติบโตที่เหมาะกับเด็กไทย เพื่อดูแนวโน้มของลูกก่อน หากส่วนสูงเพิ่มช้าลงชัดเจน เส้นกราฟลดลงข้ามหลายแนว หรือมีน้ำหนักขึ้นช้าร่วมด้วย ควรให้กุมารแพทย์ประเมินหาสาเหตุ ไม่ควรเลือกอาหารเสริมเพื่อแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
Cal-D Protein Shake เหมาะกับการดูแลช่วงไหน?
สำหรับเด็กวัย 6 ขวบขึ้นไปที่มีข้อจำกัดด้านอาหาร ดื่มนมน้อย หรือได้รับสารอาหารกลุ่มแคลเซียมและวิตามินดีไม่เพียงพอจากอาหาร Cal-D Protein Shake อาจเป็นอีกตัวช่วยใน Routine โภชนาการที่พ่อแม่พิจารณาได้ตามอายุและคำแนะนำบนฉลาก
Cal-D Protein Shake ควรถูกมองเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยเติมสารอาหารบางส่วน ไม่ใช่ยาเพิ่มความสูง ไม่ใช่ตัวแทนอาหารมื้อหลัก และไม่สามารถใช้แทนการนอนหรือการเคลื่อนไหวของเด็กได้
ก่อนให้ลูกใช้ ควรอ่านฉลากเพื่อดูอายุที่เหมาะสม ปริมาณต่อวัน และสารอาหารที่ลูกได้รับจากผลิตภัณฑ์อื่นอยู่แล้ว หากลูกมีโรคประจำตัว กำลังใช้ยา หรือมีประวัติแพ้อาหาร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
แคลเซียมวัยเรียน ดูแลให้พอดีในทุกวัน
เด็ก 6 ขวบขึ้นไปยังต้องการแคลเซียมอย่างต่อเนื่อง เพราะอยู่ในวัยที่กระดูก ฟัน และร่างกายยังเติบโต แต่ไม่จำเป็นต้องรีบเสริมให้ลูกทุกคน สิ่งที่สำคัญกว่าคือดูว่าอาหารในแต่ละวันของลูกมีความหลากหลายเพียงพอหรือไม่ ได้รับแหล่งแคลเซียม โปรตีน และวิตามินดีอย่างเหมาะสมหรือเปล่า
Promom อยากให้พ่อแม่เริ่มจากการดูพฤติกรรมการกินของลูกก่อน แล้วค่อยพิจารณาตัวช่วยเสริมเมื่อมีความจำเป็น หากต้องการดูตัวเลือกสำหรับเด็กวัยเรียน สามารถศึกษา Cal-D Protein Shake พร้อมอ่านรายละเอียดอายุที่เหมาะสมและวิธีรับประทานบนฉลากก่อนตัดสินใจได้ครับ
คำถามที่พบบ่อย
ลูก 6 ขวบต้องเสริมแคลเซียมทุกคนไหม?
ไม่จำเป็นครับ เด็ก 6 ขวบยังต้องได้รับแคลเซียมอย่างต่อเนื่อง แต่หากได้รับจากอาหารหลากหลาย เช่น นม โยเกิร์ต ชีส เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย หรืออาหารที่เสริมแคลเซียมอย่างเพียงพอ อาจไม่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกคน
เด็ก 6 ขวบควรได้รับแคลเซียมวันละเท่าไร?
เด็กอายุ 4-8 ปีควรได้รับแคลเซียมประมาณ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยนับรวมจากอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งหมดที่ได้รับในแต่ละวันครับ
ดื่มนมทุกวันยังต้องเสริมแคลเซียมไหม?
ขึ้นอยู่กับปริมาณนมและอาหารโดยรวมที่ลูกได้รับ เด็กบางคนดื่มนมทุกวันแต่ได้ปริมาณไม่มาก หรือมีอาหารส่วนอื่นที่มีแคลเซียมน้อย จึงควรดูภาพรวมทั้งวัน ไม่ควรตัดสินจากการดื่มนมเพียงอย่างเดียว
เด็ก 6 ขวบต้องเสริมวิตามินดีไหม?
วิตามินดีช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น เด็กควรได้รับจากอาหาร การใช้ชีวิตที่เหมาะสม และอาหารเสริมเมื่อจำเป็น หากไม่แน่ใจว่าลูกได้รับเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะเด็กที่มีข้อจำกัดด้านอาหารหรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรครับ
Cal-D Protein Shake ช่วยให้ลูกสูงขึ้นไหม?
Cal-D Protein Shake เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยเติมสารอาหารกลุ่มแคลเซียม วิตามิน D3 และวิตามิน K2 ตามความเหมาะสม ไม่ใช่ยาเพิ่มความสูง และไม่สามารถรับประกันความสูงของเด็กได้ การเติบโตที่เหมาะสมยังต้องอาศัยอาหาร การนอน การออกกำลังกาย และสุขภาพโดยรวมร่วมกันครับ
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจาก Promom
ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเด็ก คิดค้นวิตามินเสริมภูมิคุ้มกันเด็กและพัฒนาจากองค์ความรู้ ของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและนักโภชนาการเด็ก
บทความอื่นๆที่น่าสนใจ
ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเด็ก คิดค้นวิตามินเสริมภูมิคุ้มกันเด็กและพัฒนาจากองค์ความรู้ ของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและนักโภชนาการเด็ก





สั่งซื้อได้ตลอด 24 ชม.




