วิตามิน D3 K2 จำเป็นแค่ไหนสำหรับเด็กวัยกำลังโต?
เรื่องราวดีๆจาก Promom สำหรับคุณแม่และลูกน้อย
“ลูกดื่มนมทุกวันแล้ว ทำไมยังต้องใส่ใจวิตามิน D3 K2?” เพราะการดูแลกระดูกไม่ได้จบที่การได้รับแคลเซียม แต่ยังเกี่ยวข้องกับการดูดซึมและการทำงานของโปรตีนในกระดูกด้วย PROMOM ชวนเข้าใจหน้าที่ของวิตามินทั้งสองชนิด พร้อมเช็กว่าอาหารที่ลูกกินอยู่ช่วยเติมสารอาหารได้เพียงพอแค่ไหน ก่อนเลือกตัวช่วยเสริมให้เหมาะกับวัย
วิตามิน D3 และ K2 ทำหน้าที่อะไร?
D3 ช่วยดูดซึมแคลเซียมจากอาหาร
วิตามิน D3 เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินดี ซึ่งช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและมีบทบาทต่อการคงสภาพกระดูก กล้ามเนื้อ และการทำงานตามปกติของภูมิคุ้มกัน การได้รับแคลเซียมจึงควรดูควบคู่กับวิตามินดี ไม่ใช่พิจารณาแคลเซียมเพียงอย่างเดียว
หากขาดวิตามินดีรุนแรง เด็กอาจเกิดโรคกระดูกอ่อน ทำให้กระดูกอ่อนแอและผิดรูปได้ แต่ไม่สามารถวินิจฉัยภาวะขาดจากการตัวเล็กหรือสูงช้าเพียงอย่างเดียว
K2 เกี่ยวข้องกับโปรตีนที่จับแคลเซียมในกระดูก
วิตามิน K2 เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินเค มีส่วนช่วยในกระบวนการเปลี่ยนโปรตีน Osteocalcin ให้อยู่ในรูปที่จับแคลเซียมได้ จึงเป็นอีกสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกระดูก ไม่ใช่สารอาหารที่ทำหน้าที่เหมือน D3
เมื่อมองร่วมกัน D3 ช่วยด้านการดูดซึมแคลเซียม ส่วน K2 เกี่ยวข้องกับการทำงานของโปรตีนในกระดูก จึงเป็นเหตุผลที่มักพบสารอาหารทั้งสองในสูตรดูแลกระดูก อย่างไรก็ตาม บทบาทที่เสริมกันไม่ได้แปลว่าเด็กทุกคนต้องเสริมในปริมาณเท่ากัน หรือกินแล้วจะสูงขึ้นแน่นอน
ได้รับจากอาหารอยู่แล้ว ทำไมยังต้องใส่ใจ D3 K2?
วิตามินดีพบในปลาที่มีไขมัน เช่น แซลมอนและแมคเคอเรล ส่วนไข่แดงมีในปริมาณน้อยกว่า และอาหารบางชนิดมีการเติมวิตามินดีเพิ่มเติม เช่น นมหรือเครื่องดื่มบางสูตร แต่การกินอาหารเหล่านี้เป็นครั้งคราวไม่ได้ยืนยันว่าจะได้รับครบตามความต้องการทุกวัน
การสำรวจ SEANUTS II ในเด็กไทยอายุ 6 เดือน-12 ปี พบว่า 93.6% มีความเสี่ยงได้รับวิตามินดีจากอาหารต่ำกว่าความต้องการเฉลี่ย และสูงถึงประมาณ 95.8% ในกลุ่มอายุ 7-12.9 ปี ตัวเลขนี้สะท้อนช่องว่างด้านอาหาร ไม่ใช่สัดส่วนเด็กที่ตรวจเลือดพบภาวะขาดวิตามินดี เพราะร่างกายยังได้รับวิตามินดีจากการสร้างเมื่อผิวสัมผัสแสงแดดด้วย
ส่วนวิตามินเคพบในอาหารหลายกลุ่ม โดยผักใบเขียวเป็นแหล่งของ K1 ขณะที่ K2 พบในอาหารหมัก เช่น นัตโตะ และอาหารจากสัตว์บางชนิด การกินผักจึงช่วยเติมวิตามินเคได้ แต่ไม่ควรนับว่าเป็นการได้รับ K2 โดยตรงทั้งหมด
สำหรับ K2 มีการทดลองในเด็กสุขภาพดีอายุ 6–10 ปี จำนวน 55 คน พบว่าการเสริมรูปแบบ MK-7 เป็นเวลา 8 สัปดาห์ช่วยปรับตัวชี้วัดการทำงานของ Osteocalcin ได้ดีขึ้น แต่การศึกษานี้ยังไม่ได้ยืนยันผลเพิ่มความสูงหรือผลระยะยาวต่อกระดูก จึงใช้สนับสนุนบทบาทของ K2 ได้ ไม่ใช่สรุปว่าเด็กไทยส่วนใหญ่ขาด K2
เช็กระดับวิตามินดีที่ใช่… เพื่อปริมาณที่เหมาะสมของลูกรัก
เด็กและวัยรุ่นอายุ 1-18 ปีมีปริมาณวิตามินดีที่แนะนำโดยทั่วไปวันละ 15 ไมโครกรัม หรือ 600 IU ตามเกณฑ์อ้างอิงของ NIH ODS โดยเป็นปริมาณสำหรับการดูแลทั่วไป ไม่ใช่ขนาดรักษาภาวะขาดวิตามินดี
เวลาเลือกนมหรือผลิตภัณฑ์เสริมโภชนาการ ให้ตรวจสามจุดนี้:
- หนึ่งหน่วยบริโภคคือเท่าไร เช่น ต่อกล่อง ต่อแก้ว หรือต่อซอง
- มีวิตามินดีกี่ไมโครกรัมหรือกี่ IU โดยวิตามินดี 1 ไมโครกรัมเท่ากับ 40 IU
- ลูกกินจริงกี่หน่วย และได้รับจากอาหารหรือผลิตภัณฑ์อื่นอีกเท่าไร
ตัวอย่างสมมติ หากนมหนึ่งกล่องมีวิตามินดี 5 ไมโครกรัม จะเท่ากับ 200 IU เมื่อดื่มสองกล่องจะได้รับ 400 IU จึงยังต้องพิจารณาอาหารและแหล่งอื่นร่วมด้วย ไม่จำเป็นต้องเพิ่มนมจนถึงเป้าหมายเพียงอย่างเดียว และไม่ควรใช้เปอร์เซ็นต์บนฉลากแทนความต้องการตามวัยโดยไม่ดูเกณฑ์อ้างอิงของฉลากนั้น
ส่วนวิตามินเค ปริมาณอ้างอิงเป็นวิตามินเครวม ไม่ใช่ K2 เพียงชนิดเดียว เช่น อายุ 4–8 ปีอยู่ที่ 55 ไมโครกรัมต่อวัน และอายุ 9–13 ปีอยู่ที่ 60 ไมโครกรัมต่อวัน จึงไม่ควรนำตัวเลขนี้ไปกำหนดขนาด K2 เสริมเอง
เลือกอาหารเสริมอย่างไรให้ตรงจุด ตอบโจทย์สิ่งที่ลูกต้องการจริงๆ
เริ่มจากดูว่ามื้อประจำวันขาดความหลากหลายตรงไหน หากลูกกินปลา ไข่ อาหารแหล่งแคลเซียม หรืออาหารเสริมวิตามินดีได้น้อย อาจพิจารณาปรับเมนูหรือใช้ผลิตภัณฑ์เสริมโภชนาการเป็นตัวช่วย โดยเลือกจากสารอาหารจริงต่อหน่วยบริโภค ไม่ใช่ดูเพียงชื่อ D3K2 บนบรรจุภัณฑ์
Cal-D Protein Shake เติมสารอาหารหลายด้านในหนึ่งซอง
สำหรับวัยเรียนและวัยรุ่นที่ต้องการทางเลือกเสริมจากมื้อประจำวัน Cal-D Protein Shake ของ PROMOM รวมโปรตีน 20 กรัมต่อซอง แหล่งแคลเซียม Calcium L-Threonate วิตามิน D3 และ K2 พร้อมแมกนีเซียมและสังกะสี จึงเป็นตัวเลือกสำหรับบ้านที่ต้องการดูแลทั้งโปรตีนและสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับกระดูก ไม่ได้มองหาเพียงวิตามินชนิดเดียว
โปรตีนมีส่วนช่วยเสริมสร้างและคงสภาพมวลกล้ามเนื้อ แคลเซียมจำเป็นต่อกระดูกและฟัน ส่วนวิตามินดีช่วยดูดซึมแคลเซียมตามปกติ ผลิตภัณฑ์เป็นรูปแบบผง โดยข้อมูลวิธีชงระบุให้ใช้หนึ่งซองกับน้ำหรือนม 250 มิลลิลิตร จึงนำมาจัดเป็นเครื่องดื่มเสริมระหว่างวันได้ตามคำแนะนำบนฉลากและความเหมาะสมของลูก
ดูแลกระดูกให้ครบ เริ่มจากรู้ว่าลูกได้รับอะไรบ้าง
D3 และ K2 มีหน้าที่ต่างกันแต่เกี่ยวข้องกับการดูแลกระดูกร่วมกัน การใส่ใจทั้งแหล่งอาหารและปริมาณบนฉลากจึงช่วยให้เลือกโภชนาการได้ตรงจุดขึ้น PROMOM ชวนเริ่มจากเช็กมื้อประจำวัน แล้วเลือกตัวช่วยที่เหมาะกับสิ่งที่ลูกยังได้รับไม่ครบ ควบคู่กับการเคลื่อนไหวและพักผ่อนอย่างเหมาะสม โดยไม่ฝากความหวังเรื่องการเติบโตไว้กับสารอาหารตัวเดียว
คำถามที่พบบ่อย
การได้รับ D3 และ K2 ร่วมกันมีประโยชน์อย่างไร?
ช่วยดูแลคนละขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับกระดูก โดย D3 ช่วยดูดซึมแคลเซียม ส่วน K2 เกี่ยวข้องกับการทำงานของ Osteocalcin ซึ่งจับแคลเซียมได้ แต่ยังไม่ควรสรุปว่าผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งคู่จะเพิ่มความสูงหรือให้ผลดีกว่าเสมอในเด็กทุกคน
ดื่มนมวันละสองกล่อง ได้วิตามินดีพอไหม?
ต้องดูปริมาณต่อกล่อง หากมี 5 ไมโครกรัมต่อกล่อง สองกล่องจะให้ 10 ไมโครกรัม หรือ 400 IU เทียบกับปริมาณอ้างอิงทั่วไปสำหรับอายุ 1–18 ปีที่ 15 ไมโครกรัมหรือ 600 IU ต่อวัน แล้วพิจารณาอาหารและแหล่งอื่นร่วมด้วย ตัวอย่างนี้ไม่ใช่ปริมาณของนมทุกยี่ห้อ
ควรรับประทานวิตามิน D3 K2 ตอนไหน?
วิตามินทั้งสองละลายในไขมัน โดยวิตามินดีดูดซึมได้ดีขึ้นเมื่อรับประทานพร้อมมื้อหรือของว่างที่มีไขมันอยู่บ้าง ไม่จำเป็นต้องเพิ่มอาหารมันเป็นพิเศษ และควรทำตามวิธีรับประทานบนฉลากของผลิตภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจาก Promom
ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเด็ก คิดค้นวิตามินเสริมภูมิคุ้มกันเด็กและพัฒนาจากองค์ความรู้ ของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและนักโภชนาการเด็ก
บทความอื่นๆที่น่าสนใจ
ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเด็ก คิดค้นวิตามินเสริมภูมิคุ้มกันเด็กและพัฒนาจากองค์ความรู้ ของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและนักโภชนาการเด็ก





สั่งซื้อได้ตลอด 24 ชม.




