อยากให้ลูกฉลาด ไอคิวดี ต้องทำอย่างไร มีวิธีไหนช่วยให้ลูกเรียนเก่ง?

เรื่องราวดีๆจาก Promom สำหรับคุณแม่และลูกน้อย

ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่เคียงข้างคุณแม่

ความฉลาดของเด็ก ๆ คือทางลัดที่จะช่วยพาลูกรักก้าวขึ้นสู่เวทีแห่งความสำเร็จได้รวดยิ่งขึ้น จึงไม่แปลกที่คุณพ่อคุณแม่จำนวนมาก ต่างอยากให้ลูกฉลาด สมองดี หัวไว เรียนรู้ได้เต็มที่อย่างมีศักยภาพ จึงแสวงหาเคล็ดลับที่จะช่วยเสริมสร้างความฉลาด รวมถึงดูแลให้ลูกรักได้รับสารอาหารจำเป็นสำหรับสมองอย่างครบถ้วนตั้งแต่เด็ก


ก่อนจะกล่าวถึงเคล็ดลับสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ อยากให้ลูกฉลาด ทุกคนควรทราบก่อนว่า ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความฉลาดของลูก แบ่งออกเป็น 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่


  • พันธุกรรม เป็นปัจจัยหลักที่กำหนดความฉลาดของลูกรักตั้งแต่เริ่มมีการปฏิสนธิของอสุจิและไข่ โดยยีนความฉลาดของลูกจะถูกถ่ายทอดผ่านโครโมโซม X ซึ่งมีอยู่ในเพศหญิง (XX) และเพศชาย (XY) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าลูกรักจะมียีนสมองดีติดตัวมาถึง 50% แต่คุณพ่อคุณแม่ก็จำเป็นต้องช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกที่ทราบว่าตั้งครรภ์ไปจนถึงหลังคลอด จึงจะช่วยให้ลูกรักฉลาดสมวัยมากยิ่งขึ้น


  • สิ่งแวดล้อม และการเลี้ยงดู แม้ลูกรักจะได้รับการถ่ายทอดยีนความฉลาดจากคุณพ่อและคุณแม่มาถึง 50% แต่ถ้าหากไม่ได้รับการกระตุ้นอย่างเหมาะสมในช่วงวัยแห่งการเรียนรู้ เด็กที่มียีนความฉลาดติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิดก็อาจจะมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ด้อยลง เมื่อเทียบกับเด็กธรรมดาที่คุณพ่อคุณแม่ใส่ใจในการเลี้ยงดู คอยสนับสนุนการเรียนรู้ และช่วยกระตุ้นพัฒนาการมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์


  • โภชนาการ การดูแลให้ลูกรักได้รับประทานนมแม่ที่เปี่ยมด้วยสารอาหารสมองของทารกวัยกำลังโตเป็นแนวทางการเสริมสร้างการทำงานของสมองและระบบภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด และเมื่อถึงวัยทานอาหารเสริม เด็ก ๆ ก็ควรได้รับโภชนาการที่อุดมด้วยสารอาหารสำคัญสำหรับสมองอย่างต่อเนื่องไปจนโต สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยหลัก ที่จะช่วยให้สมองและร่างกายดูดซึมสารอาหารเหล่านั้นไปใช้ได้อย่างเต็มที่


ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่เคียงข้างคุณแม่


อยากให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในท้อง ต้องกระตุ้นพัฒนาการยังไง

คุณพ่อคุณแม่สามารถเสริมสร้างพัฒนาการสมองของทารกในครรภ์ ไปพร้อม ๆ กับการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกครอบครัว ผ่านกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการสำหรับทารกในครรภ์ตลอดทั้ง 9 เดือนได้ ดังนี้ 


  • ลูบหน้าท้อง คุณแม่สามารถใช้มือทั้ง 2 ข้างลูบหน้าท้องตนเองอย่างอ่อนโยน พร้อมกับพูดคุยกับทารกในครรภ์ด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความรักความใส่ใจ การสัมผัสและพูดคุยนี้ นอกจากจะช่วยให้คุณแม่มีความสุข และรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้ร่างกายของคุณแม่หลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphine) เจ้าสารแห่งความสุขนี้จะถูกส่งผ่านไปยังทารก ทำให้เจ้าตัวเล็กสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ช่วยให้เป็นเด็กอารมณ์ดี มี IQ และ EQ ที่ดี รวมทั้งยังเป็นการกระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกรักได้อย่างมหัศจรรย์


  • อ่านหนังสือหรือพูดคุยกับลูก เป็นการช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษาของลูกรัก โดยคุณแม่สามารถเริ่มพูดคุยและเล่านิทานให้ลูกฟังตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 5 เดือนขึ้นไป เนื่องจากลูกน้อยจะได้ยินเสียงต่าง ๆ ได้ดีแล้ว การกระตุ้นด้วยเสียงของคุณแม่นี้ จะช่วยส่งเสริมการสร้างเนื้อเยื่อสมองในส่วนของความทรงจำ การได้ยินเสียง และการแปลภาษา นอกจากนี้ น้ำเสียงที่อบอุ่นของคุณแม่ ยังช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย เมื่อคลอดออกมาแล้วลูกจะเป็นเด็กอารมณ์ดี และเลี้ยงง่ายอีกด้วย


  • ฟังเพลง นอกจากการอ่านหนังสือและพูดคุยกับลูกแล้ว การเปิดเพลงในระดับเสียงที่พอเหมาะผ่านการวางหูฟังแบบครอบหูไว้บนหน้าท้อง หรือเปิดผ่านลำโพงในระยะห่างประมาณ 1 ไม้บรรทัด ก็จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการการได้ยินของลูกรัก รวมทั้งยังช่วยเสริมสร้างการสร้างเซลล์สมอง การจดจำ และกระตุ้นให้เด็ก ๆ มีการเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะเพลงได้อีกด้วย


  • ส่องไฟฉาย เมื่อคุณแม่มีอายุครรภ์ประมาณ 7 เดือน อีกหนึ่งกิจกรรมที่ควรเล่นกับทารกในครรภ์คือการเล่นส่องไฟฉายผ่านหน้าท้อง เนื่องจากเจ้าตัวเล็กในวัยนี้จะเริ่มแยกแยะความมืดและสว่างได้แล้ว โดยควรส่องไฟห่างจากหน้าท้องประมาณ 15 – 30 เซนติเมตร ขยับแสงไฟจากบนลงล่าง และซ้ายไปขวา ใช้เวลาเล่นกับลูกวันละ 5 – 10 ครั้ง นานครั้งละ 2 – 3 นาที ก็จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการการมองเห็นของลูกได้ดียิ่งขึ้น


  • ออกกำลังกาย คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถออกกำลังกายเบา ๆ ได้ตั้งแต่อายุครรภ์เข้าสู่ไตรมาส 2 โดยการออกกำลังกายวันละ 30 นาที เช่น ว่ายน้ำ โยคะคนท้อง หรือเดินช้า ๆ จะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสของลูกให้พัฒนายิ่งขึ้นผ่านการเคลื่อนไหวของคุณแม่นั่นเอง


  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การรับประทานอาหารที่มีความหลากหลายให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ นอกจากจะช่วยให้ได้รับสารอาหารที่ร่างกายของคุณแม่ และสมองของลูกรักต้องการครบถ้วน อย่าง DHA กรดโฟลิก ธาตุเหล็ก ไอโอดีน แล้ว ยังช่วยกระตุ้นประสาทรับรสชาติของทารกไปในคราวเดียวกัน เพราะไม่ว่าคุณแม่จะรับประทานอะไร อาหารเหล่านั้นจะถูกส่งผ่านไปยังทารกในครรภ์เช่นเดียวกัน


อยากให้ลูกฉลาด ไอคิวดีตั้งแต่เด็ก ต้องทำยังไง อาหารอะไรกินแล้วฉลาด

นอกจากการเสริมสร้างความฉลาดที่คุณแม่เริ่มทำได้ตั้งแต่ตั้งครรภ์แล้ว หลังจากคลอดคุณแม่ยังจำเป็นต้องดูแลสมองของลูกรักอย่างต่อเนื่องด้วยการให้ลูกรับประทานนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน หลังจากนั้นควรรับประทานนมแม่ หรือนมเสริมควบคู่ไปกับอาหารตามวัย และควรใส่ใจเลือกให้ลูกได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างระบบประสาทและสมองของทารกในวัยเรียนรู้ ดังนี้


  • DHA กรดไขมันโอเมก้า 3 จากปลา และสาหร่ายทะเล ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดได้ดีแล้ว ยังมีส่วนช่วยในกระบวนการพัฒนาสมองของทารกในครรภ์ได้อีกด้วย คุณแม่สามารถเสริมดีเอชเอให้ลูกได้ด้วยเมนูที่ปรุงจากอาหารทะเล สาหร่ายทะเล ไข่แดง ธัญพืช เป็นต้น


  • กรดโฟลิก แพทย์จะจ่ายกรดโฟลิกในปริมาณที่เหมาะสมให้คุณแม่รับประทานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ และในระหว่างตั้งครรภ์ การได้รับกรดโฟลิกอย่างเหมาะสมจะลดความผิดปกติของระบบประสาทและสมองของทารกในครรภ์ได้ถึง 70% คุณแม่ควรเสริมกรดโฟลิกตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ และดูแลให้ลูกได้รับกรดโฟลิกภายหลังคลอด จากการรับประทาน ผักใบเขียว ถั่วต่าง ๆ ไข่ เป็นต้น


  • ธาตุเหล็ก พบมากในเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ไข่ ผักใบเขียว และธัญพืชต่าง ๆ มีบทบาทสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนส่งผ่านไปหล่อเลี้ยงสมองของทารกในครรภ์ หากลูกรักได้รับธาตุเหล็กน้อยเกินไป จะมีความเสี่ยงต่อภาวะออทิสติกสูงขึ้น และยังมีผลต่อการเรียนรู้ การจดจำ และมีปัญหาทางอารมณ์ได้ในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยพบว่า เด็กที่ไม่ได้รับธาตุเหล็กภายหลังคลอดอย่างเหมาะสม  จะมีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia : IDA) และหากเกิดในช่วงวัยทารกต่อเนื่องถึงวัยเด็กเล็ก จะส่งผลให้ไอคิว (IQ) เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยเรียนลดต่ำลง 5 – 10 จุด 


  • ไอโอดีน การรับประทานไอโอดีนในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยให้ต่อมไทรอยด์สามารถทำงานได้เป็นปกติ และช่วยให้เซลล์สมองของทารกให้เจริญเติบโตได้ดี มีความจำดี มีสติปัญญาดี โดยไอโอดีนมีอยู่ในอาหารทะเล และนม


  • วิตามินบี 12 เป็นสารอาหารช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาทและสมองของลูกรัก พบมากในอาหารทะเล เครื่องในสัตว์ ไข่ นม และผลิตภัณฑ์จากนม เป็นต้น


  • กรดอะมิโนจำเป็น เป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาทที่ช่วยให้สมองและอวัยวะต่าง ๆ สื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้ได้อย่างมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น มีอยู่ในอาหารจำพวก เนื้อสัตว์ นม ไข่ และธัญพืชต่าง ๆ เป็นต้น


การเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ เพื่อให้เด็ก ๆ มี IQ ดี EQ สูง ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่เด็ก ๆ ในศตวรรษที่ 21 ต้องมี เพื่อเสริมสร้างศักยภาพรอบด้านที่จำเป็นต่อการทำงาน และช่วยให้ลูกรักสามารถเข้าสังคมได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งวิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด เป็นเด็กอารมณ์ดี มีพัฒนาการสมองดีตั้งแต่เด็ก สามารถทำได้ดังนี้


  • ใช้เวลาคุณภาพกับลูก คุณพ่อคุณแม่ควรทุ่มเทเวลาให้ลูกมากที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ลูกมีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยอนุบาล เพราะช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่เด็ก ๆ มีพัฒนาการแต่ละด้านอย่างรวดเร็ว หากคุณพ่อคุณแม่ใส่ใจและให้ความสำคัญในการสนับสนุนการเรียนรู้อยู่เคียงข้างลูกรัก ก็จะช่วยให้เด็ก ๆ มีพัฒนาการที่ดีสมวัย


  • พูดคุยกับลูกเป็นประจำ การพูดคุยกับลูกทุกวัน รับฟังเมื่อลูกเกิดคำถาม ยินดีอธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่ลูกเกิดความสงสัยใคร่รู้อย่างใจเย็น จะช่วยให้เด็ก ๆ มีการจัดการความคิดอย่างเป็นระบบระเบียบ นอกจากนี้ ในระหว่างการพูดคุยและตอบคำถาม เซลล์สมองส่วนต่าง ๆ จะเกิดการเชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นการพัฒนาสมองไปพร้อม ๆ กับการเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น


  • อ่านนิทานเสริมสร้างจินตนาการ การอ่านนิทาน หรือเปิดโอกาสให้ลูกเป็นผู้เล่านิทานให้คุณแม่ฟัง ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการสมอง เสริมสร้างจินตนาการ ปลูกฝังทัศนคติที่ดี เช่น ความเห็นอกเห็นใจ การรู้แพ้ชนะ การเสียสละ ทั้งยังเป็นการฝึกฝนทักษะการสื่อสาร และการใช้ภาษา นอกจากนี้การอ่านนิทานให้ลูกฟังยังช่วยสร้างสมาธิ พัฒนาอารมณ์ และความรู้สึกได้ดีอีกด้วย


  • เล่นของเล่นเสริมทักษะ เลือกของเล่นเสริมพัฒนาการให้เหมาะสมกับช่วงวัย จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้ฝึกฝนพัฒนาการตามวัยอย่างเหมาะสม ของเล่นเด็กในปัจจุบันสามารถฝึกฝนทักษะได้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น การเสริมสร้างกล้ามเนื้อมัดเล็ก ฝึกการทำงานที่สัมพันธ์กันระหว่างอวัยวะต่าง ๆ ฝึกการตัดสินใจและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ฝึกสมาธิ ฝึกควบคุมอารมณ์ความรู้สึก พัฒนาทักษะด้านภาษา และเสริมสร้างจินตนาการ


  • ออกกำลังกาย เด็ก ๆ ควรได้ขยับร่างกายฝึกฝนกล้ามเนื้ออย่างน้อยวันละ 30 – 60 นาที สัปดาห์ละ 3 – 5 วัน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ เสริมสร้างทักษะการทำงานเป็นทีม กระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิตในร่างกายให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเล่นกีฬายังช่วยสร้างสมาธิ ผ่อนคลายความเครียด และช่วยให้นอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น


  • เล่นดนตรี การสนับสนุนให้ลูกเล่นดนตรีตามที่ลูกสนใจ จะช่วยให้ลูกมีสมาธิ มีความจำดี มีความคิดสร้างสรรค์ ทั้งยังเป็นการปรับสภาพอารมณ์ พัฒนาสมอง กระบวนการคิด และการตัดสินใจได้เป็นอย่างดี


  • มองโลกในแง่บวก การปลูกฝังทัศนคติการมองโลกในแง่ดี จะช่วยให้ลูกไม่รู้สึกอับจนหมดหนทางเมื่อต้องพบอุปสรรค และปัญหาต่าง ๆ ก็จะสามารถมองเห็นแนวทางในการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างสร้างสรรค์เสมอ


  • เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก ลูกเหมือนกระจกสะท้อนของคุณพ่อคุณแม่ อะไรก็ตามที่ผู้ใหญ่ใกล้ตัวเผลอทำให้เห็น เด็ก ๆ จะจดจำและทำพฤติกรรมเลียนแบบแทบจะทันที ดังนั้น หากอยากให้ลูกเป็นเด็กที่มีความฉลาดทางสมองและอารมณ์ คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อให้ลูกรักเห็นและเรียนรู้แต่สิ่งดี ๆ


  • ดูแลให้ลูกได้รับสารอาหารสมองอย่างเหมาะสม เพราะเด็ก ๆ เป็นวัยที่มีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา สมองและร่างกายจึงต้องการสารอาหาร โดยเฉพาะอาหารสมองที่เหมาะสมตามวัย นอกจากการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่แล้ว เพื่อความมั่นใจ คุณแม่สามารถเลือกให้ลูกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสมองที่มีส่วนประกอบของสารอาหารสมองที่สำคัญ อย่าง ดีเอชเอ ธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 กรดอะมิโนจำเป็น เป็นต้น


สารอาหารบำรุงสมองไม่ได้มีแค่ DHA ถ้าอยากให้ลูกฉลาดพร้อม คุณแม่ต้องเสริมด้วย Brain bioticsปัจจุบัน การบำรุงสมองไม่ได้เจาะจงแค่สมองส่วนที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีเท่านั้น เพราะจากผลการศึกษาของนักประสาทวิทยาชาวอเมริกันพบว่า ภายในลำไส้มีเซลล์ประสาทที่สามารถทำงานอย่างอิสระ หรือเรียกได้ว่า เป็นระบบประสาทอัตโนมัติจำนวนหลายล้านเซลล์ ซึ่งสามารถทำงานได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรอสมองสั่งการ และภายในลำไส้ยังผลิตสารสื่อประสาทส่งกลับไปยังสมองส่วนบนได้อีกด้วย จากความสามารถดังกล่าวนี้ จึงทำให้ลำไส้ได้รับการยกย่องว่า เป็นสมองที่ 2 ของมนุษย์


การดูแลสมองส่วนที่ 2 อย่าง ลำไส้ สามารถทำได้โดยการเสริมโพรไบโอติกสายพันธุ์ที่มีงานวิจัยยืนยันแล้วว่า สามารถช่วยส่งเสริมการสร้างสารสื่อประสาทภายในลำไส้ ซึ่งเปรียบเสมือนสมองส่วนที่ 2 ของลูกรักได้เป็นอย่างดี หรือที่รู้จักกันในชื่อของ Brain biotics เมื่อสมองและลำไส้ได้รับการดูแล และเสริมสารอาหารในปริมาณที่ผ่านการคิดค้นและวิจัยมาแล้วว่า เหมาะสมกับช่วงวัยและความต้องการของร่างกายเด็กไทย ก็จะส่งเสริมการทำงานของสมองทั้ง 2 ส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ลูกรักมีพัฒนาการที่ดีสมวัย เรียนรู้ได้อย่างเต็ม


บทความที่น่าสนใจ

อยากให้ลูกฉลาด ต้องรู้จัก IQ และ EQ ตัวช่วยดี ๆ ที่จะทำให้ลูกรักเข้าใกล้ความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

ไขความลับ DHA มีประโยชน์อย่างไร อยากบำรุงสมองลูก เลือก DHA ตัวไหนดี

ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่เคียงข้างคุณแม่
Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจาก Promom

Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

Nutri Plus 41&42 เพิ่มน้ำนมแม่

สำหรับคุณแม่หลังคลอด จัดส่งฟรี

Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

Multi-IMMU 24+ (เด็กโต) ลดภูมิแพ้

สำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป จัดส่งฟรี

Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

Multi-IMMU 24 (เด็กเล็ก) ลดภูมิแพ้

สำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป จัดส่งฟรี

Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

DHA Probio 9+ (เด็กโต) พัฒนาสมอง

สำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป จัดส่งฟรี

Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

DHA Probio 9 (เด็กเล็ก) พัฒนาสมอง

สำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป จัดส่งฟรี

Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

Cal-D-KII 6+ เพิ่มความสูง

สำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป จัดส่งฟรี

แหล่งข้อมูล

... สั่งซื้อได้ตลอด 24 ชม.
เกี่ยวกับโปรมัม
ติดต่อโปรมัม
...
...
...

โทรศัพท์: 02 114 8788

...
...

Professional Mom (Thailand) Co., Ltd. เลขที่ 117 ซอยศูนย์การค้าสาย 4 ถนนสุขุมวิท ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง 21000.