อยากให้ลูกมีเรียนไว มีพัฒนาการดี พ่อแม่ต้องทำอะไรบ้าง

เรื่องราวดีๆจาก Promom สำหรับคุณแม่และลูกน้อย

อยากให้ลูกมีเรียนไว มีพัฒนาการดี พ่อแม่ต้องทำอะไรบ้าง

การเรียนรู้ของเด็กยุคปัจจุบัน นอกจากจะต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและนวัตกรรมในยุคดิจิทัลแล้ว ยังจำเป็นต้องมีพื้นฐานสมองที่ดีตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ทุกแขนง และการพัฒนาศักยภาพในด้านต่าง ๆ ให้ดีสมวัย


คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคการเสริมสร้างสมอง ตลอดจนปรับเปลี่ยนวิธีสอนลูกให้เหมาะกับยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อช่วยให้ลูกสามารถเรียนรู้ได้ดี มีพัฒนาการดี และสามารถเอาตัวรอดจากวันที่ระบบปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นคู่แข่งที่เข้ามาแย่งอาชีพในอนาคตลูกไปได้


แม่ต้องรู้ เทคนิคเตรียมสมองให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้

เพื่อให้ลูกสามารถเรียนรู้และพัฒนาความสามารถด้านต่าง ๆ ได้เต็มศักยภาพ สิ่งที่แรกที่คุณแม่สามารถมอบให้ลูกได้ คือ การสร้างสมองที่มีศักยภาพให้ลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ โดยเน้นรับประทานสารอาหารสมอง เช่น DHA ไอโอดีน โฟเลต ธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 โอเมก้า 369 เป็นประจำทุกวัน พร้อมกับทำกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการสมองของทารกในครรภ์ เช่น ส่องไฟฉายผ่านหน้าท้อง ฟังเพลง สัมผัสหน้าท้องเวลาที่ลูกขยับตัว พูดคุยหรือเล่านิทานให้ลูกในครรภ์ฟัง ซึ่งเริ่มทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป


และหลังจากที่ลูกรักคลอดออกมาแล้ว ควรดูแลให้ลูกทานนมแม่อย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป เพราะในนมแม่ประกอบด้วยสารอาหารสำคัญเหมาะสำหรับทารกแรกเกิดมากกว่า 200 ชนิด อุดมด้วยสารอาหารสมอง และสารตั้งต้นภูมิคุ้มกันร่างกาย สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ลูกรักในวัยแบเบาะมีต้นทุนสมองที่ดี มีร่างกายแข็งแรง พร้อมเรียนรู้ได้เต็มที่และมีศักยภาพสูงสุด


ทำยังไงให้ลูกเรียนเก่ง

เทคนิคเสริม การเรียนรู้ ให้ลูกรัก ส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการดีสมวัย

เมื่อลูกอยู่ในวัยพร้อมเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญที่จะส่งเสริมให้ลูกเรียนรู้มีพัฒนาการที่ดีสมวัย โดยบทบาทสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่มีส่วนช่วยลูกรักได้ มีดังนี้

1. สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ

การมีความสามารถในการสื่อสารที่ดี จะช่วยให้เด็กกล้าพูดในสิ่งที่คิด และกล้าแสดงออกมากขึ้น โดยทักษะการพูดหรือการสื่อสารนั้น สามารถเริ่มฝึกให้ลูกได้ตั้งแต่ยังเป็นทารก พ่อแม่ควรหมั่นพูดคุยกับลูกบ่อย ๆ สื่อสารเยอะ ๆ เพราะแม้ว่าลูกอาจจะยังไม่สามารถพูดเป็นคำได้ แต่สมองของเด็ก ๆ จะจดจำและเพิ่มคลังคำศัพท์มากขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ จนเมื่อถึงวัยที่เริ่มพูดได้ เขาก็จะสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีทักษะการสื่อสารที่ดีติดตัวไปจนโต


2. ฟังเพลงเสริมสร้างจินตนาการ

การให้ลูก ๆ ฝึกฟังดนตรีตั้งแต่ยังเล็กจะช่วยบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ และช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย นอกจากนี้ คุณแม่ยังสามารถนำดนตรีมาดัดแปลงเป็นสื่อการสอน โดยสอดแทรกคำศัพท์ต่าง เข้าไปในเนื้อเพลง หรือชวนกันขยับออกแบบท่าทางไปตามจังหวะดนตรี ซึ่งเป็นการเสริมสร้างจินตนาการที่ดีร่วมกัน


3. สอนให้ลูกมีทักษะสังคมที่ดี ผ่านการอ่านนิทาน

นิทานแต่ละเรื่องจะมีเรื่องราวที่ให้แง่คิด และการใช้ชีวิตของแต่ละตัวละครนั้น ๆ โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถเล่านิทาน โดยสอดแทรกคติสอนใจ และสอนวิธีการเข้าสังคมที่ดี เช่น การเสียสละ การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น การแบ่งปัน การรู้แพ้รู้ชนะ ผ่านนิทานเรื่องต่าง ๆ ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ลูกมีพัฒนาการในการคิดเป็นเหตุเป็นผลแล้ว ยังช่วยให้ลูกมีทักษะการเข้าสังคมที่ดีอีกด้วย


4. พาลูกทำกิจกรรมที่หลากหลาย

เมื่อลูกเข้าสู่วัยที่พร้อมเรียนรู้ในทุก ๆ ด้าน ลูกจะเรียนรู้ผ่านการเล่นและลงมือทำ คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้พวกเขาได้ทดลองทำกิจกรรมที่สนใจและชื่นชอบ เพื่อส่งเสริมให้ลูก ๆ สามารถค้นพบศักยภาพในตนเอง เช่น กีฬา ดนตรี ศิลปะ ภาษา วิทยาศาสตร์ ตลอดจนนวัตกรรม และวิทยาการต่าง ๆ ที่สามารถต่อยอดไปสู่ทักษะอื่น ๆ ได้ในอนาคต


5. ออกกำลังกาย เล่นกีฬา เพิ่มพลังความแข็งแรง

สุขภาพดีเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเรียนรู้ เพราะเมื่อเด็ก ๆ สามารถใช้ร่างกายได้อย่างเต็มที่ ก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ มีความแข็งแรง มีพัฒนาการด้านร่างกายที่ดีสมวัย ทำให้เรียนรู้และลงมือทำในสิ่งที่สนใจได้อย่างเต็มที่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างสมองของลูกให้มีพัฒนาการที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและฉลาดสมวัยมากขึ้น


6. ปล่อยให้ลองผิดลองถูก คือ การเรียนรู้ที่ดี

การที่มีพ่อแม่คอยช่วยเหลือทุกอย่างตลอดเวลา อาจทำให้ลูกขาดทักษะการเอาตัวรอด และไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่หากลองให้ลูกได้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง โดยพ่อแม่คอยเฝ้าดูอยู่ข้าง ๆ ถือเป็นวิธีที่ช่วยให้พวกเขาได้ใช้ทักษะการคิดและแก้ปัญหา รู้จักการเรียนรู้ข้อผิดพลาด ล้มแล้วลุก ซึ่งเป็นวิธีสอนลูกให้เข้มแข็งด้วยทักษะ Resilience (RQ)  คือ ทักษะการฝึกใจให้แข็งแกร่ง เพื่อให้ลูกสามารถก้าวผ่านปัญหาและความกดดันต่าง ๆ ได้นั่นเอง


7. สอนให้รักและภาคภูมิใจในตัวเอง

เมื่อลูกทำผิด พ่อแม่สามารถตักเตือนลูกภายใต้หลักของเหตุและผล โดยมุ่งเน้นสอนพวกเขาอย่างมีเหตุผล ควรทำร่วมกับการชื่นชมและให้กำลังใจ ก็จะช่วยให้เด็ก ๆ รับรู้คุณค่าในตัวเองมีความมั่นใจ และกล้าแสดงออกมากขึ้น นอกจากนี้ คุณแม่ควรเน้นไปที่การชมแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อให้ลูกเกิดการเรียนรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเขาควรทำ เช่น “หนูเป็นเด็กดีจังเลย เอาจานตัวเองไปเก็บด้วย ช่วยคุณแม่ได้เยอะเลย” ไม่เพียงเป็นการชมเชยให้ลูกภูมิใจเท่านั้น แต่ยังทำให้ลูกรู้ว่าการเก็บจานข้าวของตัวเอง เป็นสิ่งที่ตัวเองควรทำ


8. เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก

ครอบครัวเป็นสังคมที่ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีเพื่อให้พวกเขาเกิดการซึมซับ ถ้าอยากให้ลูกเล่นกีฬา เราก็ควรที่จะอยู่เป็นคู่ซ้อมให้กับเขาในบางครั้ง หรือถ้าอยากให้ลูกเป็นเด็กที่สุภาพ อ่อนน้อม คุณแม่ก็ต้องพูดจาด้วยน้ำเสียงไพเราะ เพื่อให้ลูก ๆ จดจำและทำตามนั่นเอง


9. งดให้ลูกใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ก่อน 2 ขวบ

มือถือ แท็บเล็ต ทีวี หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ สามารถให้ลูกเล่นได้หลังอายุ 2 ปีขึ้นไป แต่ควรอยู่ภายในสายตาของผู้ปกครอง และควรจำกัดเวลาให้เหมาะสมกับช่วงอายุ เพื่อลดผลกระทบต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุด เช่น สายตาสั้น ขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง พฤติกรรมก้าวร้าว กล้ามเนื้อมัดเล็กพัฒนาด้อยกว่าที่ควร นอกจากนี้ เด็กติดจอยังเสี่ยงต่อภาวะสมาธิสั้น เนื่องจากเทคโนโลยีในปัจจุบัน ตอบสนองไว ทำให้เด็กหลายคนหงุดหงิดง่าย เพราะในโลกในความเป็นจริงอาจไม่ได้ตอบสนองไวเหมือนในมือถือ รวมทั้งยังมีผลกระทบในเรื่องของการเข้าสังคมและพัฒนาการด้านภาษา เนื่องจากมือถือเป็นการสื่อสารทางเดียว เด็กจะนั่งดูอย่างเดียว เขาไม่ได้โต้ตอบ จะทำให้สูญเสียเรื่องทักษะของภาษา การออกเสียง การพูด การสื่อสารกับบุคคลอื่น


10. ดูแลให้ลูกได้รับโภชนาการที่เหมาะสม

การเสริมสร้างพัฒนาการที่ดี จำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการดูแลให้ลูกได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ ครบคุณค่าโภชนาการทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่ให้พลังงาน มีสารอาหารบำรุงสมอง ช่วยให้เด็ก ๆ พร้อมสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตลอดทั้งวัน


11. นอนหลับพักผ่อนเต็มที่

การที่เด็ก ๆ นอนหลับอย่างมีคุณภาพเหมาะสมตามช่วงวัย อย่างน้อย 8 – 10 ชั่วโมงต่อวัน ไม่นอนดึกจนเกินไป ไม่ควรนอนดึกเกิน 3 – 4 ทุ่ม เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่โกรทฮอร์โมนทำงาน ก็จะเสริมสร้างการเจริญเติบโตของลูกได้ทั้งร่างกายและสมอง เพราะขณะหลับสนิท โกรทฮอร์โมน (ฮอร์โมนแห่งการเจริญเติบโต) จะหลั่งออกมา ทำให้ลูกมีการเติบโตด้านร่างกายที่สมวัย น้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ และที่สำคัญ เมื่อนอนหลับอย่างสนิท ยังช่วยให้ระบบประสาทและการสร้างเซลล์สมองทำงานอย่างเต็มที่ และเมื่อตื่นมาในวันใหม่ ลูกก็จะมีร่างกายสดชื่น พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่


รวมสารอาหารที่ช่วยการเรียนรู้ ดีต่อพัฒนาการสมองของลูกรัก 

ดีเอชเอ (DHA) 

เป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ประเภทหนึ่ง หากลูกได้รับดีเอชเออย่างพอเพียงตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่และหลังคลอดจนเติบใหญ่ จะช่วยให้ระบบประสาทและสมองของลูกพัฒนาอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยดีเอชเอนั้นพบมากในอาหารทะเลที่มีไขมันสูง เช่น แซลมอน ปลาเทราต์ หรือปลาแอนโชวี่ เนื้อสัตว์ อาหารที่ทำจากนม หรืออาหารเสริมจำพวกน้ำมันปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งดีเอชเอทั่วไปนี้ อาจมีการปนเปื้อนของโลหะหนัก ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพเด็ก ดังนั้น หากคุณแม่กำลังมองหาดีเอชเอที่ดี ควรเจาะจงเลือดดีเอชเอที่ปราศจากการปนเปื้อนของโลหะหนักเป็นอันดับแรก


Fe (SunActive Fe) 

เป็นธาตุเหล็ก หนึ่งในแร่ธาตุจำเป็นต่อร่างกาย เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง ใช้ในการสร้างฮีโมโกลบิน ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจน รวมถึงสารอาหารไปสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั่วทั้งร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อ กระดูก รวมถึงยังมีส่วนสำคัญในการทำงานของระบบประสาท สมอง ความจำ ของลูกได้เป็นอย่างดี


โพรไบโอติกส์ (Probiotics)

โพรไบโอติก ที่หลายคนรู้จัก ไม่ได้มีส่วนช่วยเรื่องการทำงานของลำไส้และปรับสมดุลของระบบขับถ่ายเท่านั้น แต่โพรไบโอติกส์สายพันธุ์ที่ถูกยกให้เป็น Brain Biotics ทั้ง 5 ชนิด คือ Lactobacillus casei, Lactobacillus rhamnosus, Bifidobacterium breve, Lactobacillus gasseri และ Bacillus Coagulans ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยส่งเสริมการทำงานของสมองส่วนที่สอง (2nd brain) ซึ่งอยู่บริเวณลำไส้ ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถผลิตสารสื่อประสาทส่งกลับไปที่สมอง เพื่อพัฒนาสมองและเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของลูกให้ดีขึ้นได้


กรดอะมิโนจากธรรมชาติ (SunTheanine)

เป็นหนึ่งในสารอาหารจากธรรมชาติที่มีส่วนช่วยในการผ่อนคลาย บรรเทาอาการวิตกกังวล ลดความเครียด เพิ่มสมาธิและความจำ รวมทั้งยังมีส่วนช่วยลดอาการนอนไม่หลับได้อีกด้วย


ในปัจจุบัน มีการนำสารอาหารเหล่านี้มาผลิตในรูปแบบของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับเด็ก ๆ แต่ก่อนจะเลือกสรร คุณแม่ต้องมั่นใจก่อนว่า สารอาหารแต่ละชนิดมีคุณภาพหรือมีในปริมาณที่เหมาะสมเพียงพอกับลูกหรือไม่ ส่วนรูปแบบผลิตภัณฑ์ก็สำคัญ หากเป็นเด็กเล็กควรเป็นชนิดผงกรอกปากหรือผงชงน้ำน้อย ส่วนเด็กที่เริ่มโตขึ้นหน่อย การทานในรูปแบบเจลลี ควรมีรสชาติดี ทานง่าย และที่สำคัญ ต้องมีมาตรฐานการผลิตตามสากล มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรองรับ เพื่อให้ลูกรับประทานได้อย่างปลอดภัย ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการสมอง และการเรียนรู้ของลูกได้อย่างแท้จริง


บทความที่ควรอ่านต่อ

รู้จักทักษะ EF ทักษะสำคัญต่อพัฒนาการของลูกรักในยุคปัจจุบัน

ความสำคัญของ ของเล่นเสริมพัฒนาการเด็ก ที่พ่อและแม่ควรรู้

อยากให้ลูกมีเรียนไว มีพัฒนาการดี พ่อแม่ต้องทำอะไรบ้าง
Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจาก Promom

Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

Nutri Plus 41&42 เพิ่มน้ำนมแม่

สำหรับคุณแม่หลังคลอด จัดส่งฟรี

Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

Multi-IMMU 24+ (เด็กโต) ลดภูมิแพ้

สำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป จัดส่งฟรี

Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

Multi-IMMU 24 (เด็กเล็ก) ลดภูมิแพ้

สำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป จัดส่งฟรี

Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

DHA Probio 9+ (เด็กโต) พัฒนาสมอง

สำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป จัดส่งฟรี

Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

DHA Probio 9 (เด็กเล็ก) พัฒนาสมอง

สำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป จัดส่งฟรี

Promom ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก

Cal-D-KII 6+ เพิ่มความสูง

สำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป จัดส่งฟรี

แหล่งข้อมูล

... สั่งซื้อได้ตลอด 24 ชม.
เกี่ยวกับโปรมัม
ติดต่อโปรมัม
...
...
...

โทรศัพท์: 02 114 8788

...
...

Professional Mom (Thailand) Co., Ltd. เลขที่ 117 ซอยศูนย์การค้าสาย 4 ถนนสุขุมวิท ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง 21000.